Tag cloud

    Month List

    Page List

      หวานเป็นลม by ดร. สีลาภรณ์

      by Administrator 26. ตุลาคม 2553 22:24

       สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทยหรือ ทีดีอาร์ไอ เพิ่งจัดประชุมประจำปีปีนี้ไป เมื่อวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2552 หัวข้อการประชุมปีนี้น่าสนใจมาก คือเรื่อง การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเป็นธรรมสกว. มีส่วนร่วมสนับสนุนด้วย โดยเราตั้งโจทย์ว่าปัญหาหลักของประเทศเราคือการไม่สามารถกระจายความมั่งคั่งให้เผื่อแผ่ถึงผู้คนได้อย่างเป็นธรรม หากปล่อยไว้เช่นนี้ไม่นานประเทศจะต้องพังครืนลงมาเพราะส่วนบนหนักกว่าส่วนล่าง ปัจจุบันสัดส่วนความร่ำรวยของคน 20% บนสุดคิดเป็นกว่า10 เท่าของคน 20%ล่างสุด คนรวยกลุ่มบนครอบครองความมั่งคั่งถึง ราว 55% ในขณะที่คนจนกลุ่มล่างสุดมีส่วนแบ่งรายได้เพียง 4.4%  แน่นนอนว่าพวกเราเกษตรกรในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ร่วมงานในโครงการความร่วมมือฯ นี้อยู่ในกลุ่ม 20% ล่างสุดนี้แหละ

       

      ทีมวิจัยของทีดีอาร์ไอสาวลึกลงไปว่ากระบวนการสร้างความมั่งคั่งแบบรวยกระจุกแต่จนกระจายนี้เกิดมาจากจุดไหนบ้าง ที่น่าสนใจคือส่วนหนึ่งเกิดในภาคเกษตร อันเนื่องมาจากนโยบายการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร นโยบายประเภทนี้มีมานานแล้วแต่เพิ่งมาเปลี่ยนโฉมและเกิดมาตรการใหม่ๆ เอาในช่วงรัฐบาลทักษิณ ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร ฟันธงให้เข้าใจง่ายๆว่านโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรที่หลายรัฐบาลนับแต่ยุคทักษิณเอามาใช้โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนั้น จริงๆแล้วไม่ได้มีผลช่วยเหลือเกษตรกร แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือบริษัทธุรกิจรายใหญ่ราว 4-6 รายที่หากินอยู่กับธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำพืชผล พยุงราคา กำหนดราคาขั้นต่ำ นักวิจัยพบว่ามาตรการแทรกแซงที่ทำให้รัฐกลายเป็นผู้ค้ารายใหญ่ได้ทำให้รัฐต้องขาดทุนจากการใช้มาตรการแทรกแซงนี้ปีละประมาณ 36,000 ล้านบาท เพราะรัฐซื้อแพงขายถูก

       

      เอาล่ะ ไม่ว่ากันหากจะบอกว่ารัฐยอมขาดทุนเพื่อเกษตรกรคนจน แต่เอาเข้าจริงเขาตามไปดูว่าใครได้ผลประโยชน์ส่วนเกินปีละ 36,000 ล้านนี้ พบว่าในพืช 4 ตัว คือ ข้าว มัน ยาง และลำไย เกษตรกรล้วนได้ส่วนแบ่งต่ำกว่าพ่อค้าและผู้ส่งออก ขนาดที่ดีหน่อยคือข้าว เกษตรกรได้ 45% พ่อค้าได้ไปรวม 55% แบ่งเป็นโรงสีกับโกดัง 27% ผู้ส่งออก 28% แถมผลตอบแทนส่วนเกินยังไปกระจุกอยู่ในมือผู้ส่งออกเพียง 6 รายรวมกันถึง 94% ส่วนมันสำปะหลัง เกษตรกรได้ส่วนแบ่งแค่ 10% ที่เหลือแบ่งกันระหว่างโรงงานแปรรูปและโกดังได้26% ผู้ส่งออก (ซึ่งมีเจ้าใหญ่ๆเพียง 2 ราย) ได้ 64%  สำหรับยาง เกษตรกรได้ส่วนแบ่ง 18% โรงงานแปรรูปได้ 8% ผู้ส่งออกได้ 74%

       

       

      ดร.นิพนธ์ สรุปว่าโครงการแทรกแซงต่างๆเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรยากจนนั้นจริงๆแล้วเป็นเพียง มายาคติพูดง่ายๆคือ หลอก เพราะเกษตรกรฐานะดีที่มีข้าวเหลือขายจึงจะได้ประโยชน์จากการจำนำข้าว ส่วนเกษตรกรยากจนที่ทำนาพอมีไว้กินไม่มีข้าวเหลือขายจะไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากโครงการแทรกแซง  รัฐบาลพูดนโยบายหวานๆ แต่ได้แต่ลม เกษตรกรไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันและไม่สามารถปลดหนี้สิน ลืมตาอ้าปากได้จริงๆจังๆ

       

      เห็นตัวเลขแบบนี้แล้วจึงเข้าใจปัญหาความยากจนที่เรียกกันว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่ามันพันพัวไปกับปัญหาคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ดูเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาแม้จะประกาศสงครามต่อสู้กับความยากจน แต่อีกมือหนึ่งก็ทำสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ตั้งใจจะช่วยคนจนจริงๆ ดร. นิพนธ์ สรุปว่ารัฐบาลถ้าจะช่วยเหลือเกษตรกร ควรเลิกหมกมุ่นกันการประกันราคาได้แล้ว การประกันรายได้ที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่น่าจะมาถูกทาง แต่ควรหันมาเพิ่มความสนใจกับการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต คุณภาพและลดต้นทุนให้มากขึ้น

      ดิฉันขอเพิ่มข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่ง คือ ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรและคนยากจนรู้จักวางแผนการผลิตเป็น คำนวณและควบคุมต้นทุนการผลิตเทียบกับผลตอบแทนได้ รวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งรวมกันซื้อและรวมกันขาย งานที่เราทำกันอยู่ในโครงการความร่วมมือฯ มุ่งไปในทิศทางนี้ หลายคนบ่นว่าการไปกระตุ้นให้ชาวบ้าน จดบัญชีรับจ่ายครัวเรือนนั้น เป็นเหมือนยาขม ทำยากเหลือเกิน

       

       

       

      แต่โบราณท่านว่าไว้ หวานเป็นลม ขมเป็นยา นะคะ

       

       

      Tags: No tags for this post

      Please login to leave a comment. This completely eliminates spam and allows us to focus on building Sueetie.